Web for Absolute Reality - วิชชาธรรมกายกับการสะกดจิต 2
  Home
  Contact
  Guestbook
  ปราบมารจริงหรือไม่จริง1/1
  วิชชาธรรมกายกับการสะกดจิต 1
  => วิชชาธรรมกายกับการสะกดจิต 2
  => วิชชาธรรมกายกับการสะกดจิต 3
  => วิชชาธรรมกายกับการสะกดจิต 4
  "นิพพานเป็นอัตตา" โง่หรือแกล้งโง่?1
  ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา1
  "อนัตตา" เข้าใจกันถูกต้องดีแล้วหรือ?1
  นิพพานกับความหมายตรงตัว1

ประการที่สาม ผู้ที่ตั้งข้อสงสัยหรือผู้ที่กล่าวหานั้นเคยสังเกตการณ์การสอนปฏิบัติธรรมมากน้อยขนาดไหน?

ประเด็นนี้ก็มีไว้เพื่อให้การตั้งข้อสังเกตครอบคลุมปัญหา  กล่าวคือ ถ้าไม่เป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้านการสะกดจิต หรือไม่เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการปฏิบัติธรรม  แต่ถ้ามีเวลามาสังเกตการณ์การสอนเป็นจำนวนมากครั้ง   ติดตามการสอนไปในหลายๆ ที่ หลายๆ แห่ง  น้ำหนักของการตั้งข้อกล่าวหาก็อาจจะมีมากพอสมควร

แต่จากการที่ถูกกล่าวหามาด้วยตนเอง และจากการอ่านพบในข้อมูลข่าวสารจากแหล่งต่างๆ  ผู้เขียนพบว่า  ผู้ที่ตั้งข้อกล่าวหาหรือข้อสงสัย "ไม่มี" ทั้งความเชี่ยวชาญในด้านการสะกดจิต  ไม่มี" ทั้งความเชี่ยวชาญในด้านการปฏิบัติธรรม  และก็ไม่เคยมาสังเกตการณ์การสอนของเหล่าวิทยากรเลย  นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังไม่ใช่เป็นนักวิชาการที่มีพื้นฐานทางด้านปรัชญาหรือทฤษฎีความรู้อีกด้วย  พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ได้เป็น "นักอ่าน" อีกด้วย

ในเมื่อไม่มีความเชี่ยวชาญในความรู้ที่เกี่ยวข้อง ทำไมจึงเกิดข้อกล่าวหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการสะกดจิตขึ้นมาได้?

ปัญหาเกี่ยวกับ "การสะกดจิต" นั้นเกิดจาก "ผล" อย่างน้อย 2 ประการ ดังนี้คือ

ประการแรก การสอนของกลุ่มวิทยากรได้ผลจริง  กล่าวคือ ผู้ตั้งข้อกล่าวหาหรือข้อสงสัยดังกล่าว ต้องได้รับข้อมูลข่าวสารว่า การสอนได้ผลจริงอย่างอัศจรรย์ และประการที่สอง ผู้ตั้งข้อกล่าวหาหรือข้อสงสัยดังกล่าว "ไม่เชื่อ" 

ในเมื่อไม่เชื่อ และก็ไม่มีองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจนถึงขนาดพอเพียง  ในการหา "หลักฐาน" หรือ "เหตุผล" มาเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของการสอนของกลุ่มวิทยากรที่ได้ผลเป็นอัศจรรย์   จึง "มั่วนิ่ม" ไปเลยว่า ว่า "เป็นการสะกดจิต"  ทั้งๆ ที่ตนเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการสะกดจิตแม้แต่น้อยนิด

จากข้อสังเกตดังกล่าวข้างต้นจึงนำมาสู่ ข้อสังเกตที่สำคัญประการที่ 4 คือ

ประการที่สี่  ถ้าการสอนวิชชาธรรมกายของคณะศิษย์คุณลุงการุณย์ บุญมานุชเป็นการสะกดจิตจริง แล้วมันเป็นยังไง?

ข้อสังเกตประการนี้เกิดจาก "ความจริง" ที่ว่า  ผู้ที่ตั้งข้อกล่าวหาหรือข้อสงสัยส่วนใหญ่ ตั้งข้อกล่าวหาหรือข้อสงสัยเพียงแต่ว่า การสอนของวิทยากรเป็น "การสะกดจิต" แค่นั้น  แล้วไม่อธิบายหรือขยายความต่อว่า "มันเป็นยังไง" และจะส่งผลอย่างไร

เนื่องจากการสะกดจิตในวงวิชาการที่พบเห็นนั้น เป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยของจิตแพทย์ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม  ไม่เป็นสิ่งที่ "เสียหาย" ต่อผู้ถูกสะกดจิตแต่อย่างใด  

การสะกดจิตที่เป็นที่เสียหาย ผู้เขียนรับฟังแต่คำเล่าลือ และไม่ยอมรับกันทั้งในวงการตำรวจ หรือวงวิชาการก็คือ การสะกดจิตจากคนร้ายเพื่อต้องการทรัพย์สินเงินทองจากเหยื่อ  ในทำนองที่ว่า  เห็นทองตกอยู่พร้อมกันๆ  เมื่อเห็นทองตกอยู่พร้อมกันก็มีสิทธิ์ที่จะแบ่งทองกันได้  ผลสุดท้ายก็คือ แลกทองที่เก็บได้  กับทองในคอของเหยื่อ   และทองที่เก็บได้กลับกลายเป็นทองเก๊  ผู้ตกเป็นเหยื่อมักจะไปแจ้งความว่า ถูกสะกดจิตบ้าง หรือถูกป้ายด้วยน้ำอะไรบ้าง จนกระทั่งตกภวังค์อยู่ในคำสั่งของผู้หลอกลวง

กรณีดังกล่าวนั้น  ผู้สันทัดกรณีบ้าง ไม่สันทัดกรณีบ้างสันนิษฐานว่า เกิดจากความโลภและเทคนิคในการโน้มน้าวใจของผู้ร้ายมากกว่าที่จะเกิดจากการสะกดจิต  แต่ในการไปแจ้งความจะไปบอกตำรวจอย่างซื่อๆ ว่า  เกิดจากดิฉันโลภเอง ก็จะกลับกลายเป็นที่อับอายมากขึ้นไปอีก จึงต้องแจ้งความไปในทำนองนั้น

ในกรณีที่ว่า วิทยากรไปสอนเด็กนักเรียนทั้งหลาย เพื่อเจตนาที่จะไปสะกดจิตเด็กนั้น   เป็นไปไม่ได้เลย เพราะ วิทยากรผู้ไปสอนการปฏิบัติธรรมให้ตามโรงเรียนต่างๆ เหล่านั้น  ไปสอนเพื่อสร้างบารมีให้กับตัวเอง โดย "ไม่" รับค่าตอบแทนแต่ประการใด  และโดยความเป็นจริงแล้ว  วิทยากรทุกคนต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนตัวเป็นจำนวนมากในการไปสอนในแต่ละครั้ง

เฉพาะในกรณีของผู้เขียนบทความเองแล้ว  ถ้าผู้เขียนสะกดจิตเป็น และอยากได้เงินจริงๆ จังๆ  ผู้เขียนคงจะไปสะกดจิตเศรษฐี  เช่น บิล เกตส์ (Bill Gate) ไปเสียเลยดีกว่า เพราะ บิล เกตส์ (Bill Gate) นี่ชอบบริจาคเงินอยู่แล้ว  สะกดครั้งเดียวสบายไปทั้งชาติ 

นอกจากนั้นแล้ว ยังเป็นที่น่าสงสัยด้วยว่า ถ้ามีการสะกดจิตเพื่อให้ผู้คนถอดหรือยื่นทรัพย์สินให้คนร้ายได้จริง   คนร้ายต่างๆ เหล่านั้น ไป "เรียน" ที่ไหนกันมา  เพราะเทคนิคการสะกดจิตไม่ได้เป็นกันง่ายๆ  เท่าที่รับรู้ก็มีการเรียนในสาขาจิตแพทย์เท่านั้น  หรือคนร้ายต่างๆ เหล่านั้น เคยเรียนจิตแพทย์มา  แต่ตกอับ  จนถึงต้องมาสะกดจิตคนเพื่อต้องการทรัพย์สินเพื่อเลี้ยงชีพ

โดยสรุปในเบื้องต้นนี้  ผู้เขียนข้อยืนยันว่า  การสอนวิชชาธรรมกายของคณะศิษย์คุณลุงการุณย์ บุญมานุช "ไม่เป็น" การสะกดจิตอย่างแน่นอน และยิ่งกว่านั้น เป็นการสอนตามวิธีการสอนของพระพุทธองค์อย่างถูกต้องที่สุด และเป็นการสอนแบบ "อนุสาสนีปาฏิหาริย์" อีกด้วย  ซึ่งหลังจากพระพุทธองค์ปรินิพพานไปแล้วในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็ไม่มีการบันทึกว่า มีการสอนที่ได้ผลเช่นนี้มาก่อนเลย จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบันนี้

การที่มีผู้สงสัยว่า วิทยากรทำไมสอนเด็กนักเรียน/นักศึกษาแล้ว ทำไมเด็กนักเรียน/นักศึกษาจึงเห็นดวงธรรม/กายธรรมเร็วมาก  จนไม่นึกว่าจะเกิดจากการปฏิบัติธรรมของตัวผู้ปฏิบัติธรรมเอง น่าจะเกิดจากการสะกดจิตมากกว่า  สิ่งที่อธิบายต่อไปคือ เรื่อง การเห็น ซึ่งเป็นหัวใจของการปฏิบัติสายวิชชาธรรมกาย  ถ้าไม่เห็นไม่ใช่วิชชาธรรมกาย

[หมายเหตุ: อันที่จริงแล้ว คำว่า วิปัสสนา แปลว่า เห็นแจ้ง ดังนั้น สายธรรมปฏิบัติใดที่อ้างว่าสายของตนนั้นเป็นวิปัสสนา แต่ปฏิเสธการเห็น ย่อมเป็นการเข้าใจผิด สายปฏิบัติธรรมนั้นๆ ไม่ใช่วิปัสสนาแน่นอน  ดูคำแปลก็เห็นได้ชัดเจน สายวิชชาธรรมกายนั้น หลักคำสอนสอดคล้องกับการวิปัสสนามาก  ซึ่งจะอธิบายในบทความที่เกี่ยวข้องต่อไป]

 

การเห็นดวงธรรม/กายธรรมในสายวิชชาธรรมกาย "เห็น" อย่างไร

 

ในการสอนปฏิบัติของวิชชาธรรมกายนั้น  วิทยากรจะบอกให้ผู้เรียน "นึก" ให้เห็นดวงแก้วกลมใส ขนาดพอเหมาะตามแต่ผู้เรียนจะนึกเอา  โดยปกติก็ขนาดเท่ากับแก้วตาดำหรือขนาดเท่ากับลูกแก้วที่เด็กๆ นิยมเล่นกัน

เมื่อนึกได้แล้ว วิทยากรก็จะอ่าน/บอกวิชชาให้ผู้เรียนนำดวงนิมิตใสไปตามฐานต่างๆ 7 ฐาน คือ

1) ปากช่องจมูก หญิงซ้ายชายขวา

2) เพลาตา หญิงซ้ายชายขวา (หัวตาตรงที่น้ำตาไหลออกมา)

3) จอมประสาท (กลางกะโหลกศีรษะ ระดับเดียวกับดวงตา)

4) ปากช่องเพดาน/เพดานปาก (ตรงจุดที่สำลักน้ำ/อาหาร)

5) ปากช่องลำคอ (เหนือลูกกระเดือกนิดหนึ่ง)

6) ฐานของศูนย์กลางกาย  (กลางท้อง ระดับเดียวกับสะดือ)

7) ศูนย์กลางกาย (เหนือฐานที่ 6  สองนิ้วมือ)

ในขณะที่วิทยากรบอกวิชชานั้น  ผู้เรียนไม่ต้องทำอะไร เพียงแต่ทำตามคำบอกของวิทยากรอย่างเดียว  ลักษณะนี้นี่แหละ ที่ทำให้ "อารมณ์" ของผู้เรียนสามารถรวมเป็นหนึ่ง (เอกัตคตารมณ์) ได้ง่ายที่สุด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กนักเรียน  ซึ่งไม่ค่อยมีเรื่องอะไรรกหัวอยู่แล้ว

เมื่อใจ/จิต/วิญญาณสามารถรวมเป็นหนึ่งได้ ผู้เรียนจึงมีโอกาสเห็นดวงปฐมมรรค/ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานได้ง่ายที่สุด  ในกรณีที่เป็นเด็กอนุบาล  2 เมื่อวิทยากรบอกวิชชาจบ เด็กก็จะเห็นดวงปฐมมรรค/ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานได้ในทันที เด็กที่อยู่ชั้นสูงขึ้นก็ใช้เวลามากขึ้นไปเป็นลำดับ แต่จากประสบการณ์การสอน  ตั้งแต่ชั้น เด็กอนุบาล  2 - ม. 6  ใช้เวลาเพียง 20 นาที เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ก็เห็นดวงปฐมมรรค/ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานแล้ว

Today, there have been 10 visitors (27 hits) on this page!
=> Do you also want a homepage for free? Then click here! <=